>
Phraboromsareerikathat Buddha
welcome to:www.pstbd.com
|
|
ในสหัสวรรษใหม่ โลกนับวันจะแคบลงทุกๆที การติดต่อสื่อสารจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเป็นไป
อย่างรวดเร็วมากความเจริญในด้านต่างๆปรากฏชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประยุกตวิทยาสมัยใหม่วัฒนธรรมจากแหล่ง
หนึ่งไหลไปสู่อีกแหล่งหนึ่งในช่วงระยะเวลาอันสั้นนอกจากนั้นสิ่งที่คอยบำรุงบำเรอความสุขของคนทั้งหลายทั้งทางหูทางตา จมูก
ลิ้น กายและใจก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น แสงสีที่งดงามตระการตา เสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง กลิ่นที่หอมหวนชวนดมอาหารเลิศยิ่ง
กว่าระดับเซลล์ชวนชิมที่นอนอันแสนจะอ่อนนุ่ม เครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ เป็นต้น ดูไปแล้วคนเราน่าจะความสุขและสบายมาก
ขึ้นกว่าแต่ก่อนในทางกลับกัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ใจในรูปแบบของความเครียด ความวิตกกังวล ความ
เบื่อหน่ายความท้อแท้ความหวาดกลัวและอื่นๆทำให้จิตใจกระวนกระวายเร่าร้อนเกือบตลอดเวลาทำไมจึงเป็นเช่นนี่เมื่อพิจารณา
ตามมุมมองแห่งสัจจะธรรมทุกครั้ง ที่มีสิ่งเร้ามากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายรวมทั้งใจด้วย ความรู้สึกอันเป็นกิเลสย่อมเกิดขึ้น
กล่าวขึ้นคือ เมื่อประสบกับสิ่งเร้าที่พอใจ ความรู้สึกไม่พอใจจะก่อให้เกิดความโกรธ บางครั้งมีอะไรมากระทบแต่กลับรู้สึกเฉย ๆ
ความรู้สึกเฉยๆ คือตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความหลง ดังนั้นทุกครั้งที่มีการกระทบกัน ระหว่างอายตนะภานอกคือ รูป เสียง กลิ่น
รส สิ่งสัมผัส และ ความนึกคิดกับอายตนะภายใน คือ หู ตา ลิ้น กายและใจ รวมทั้งการรู้ (วิญญาณ) ที่เกิดทางอายตนะ ต่างๆ นั้นถ้า
ปราศจากการกำหนดรู้เฉย ๆ ควบคู่ไปกับสติ และ สัมปชัญญะ กิเลส คือ โลภะ โทสะ หรือ โมโห ไม่อย่างใดอย่างหนึ่งย่อม เกิดขึ้น
กิเลสเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆย่อมไม่สูญหายไปไหน แต่กลับจะรวมตัวและตกตะกอนนอนก้นกลายเป็นอนุสัยหรืออาสวะ เมื่อมี
อะไรไปยั่วยุ ก็จะทำให้กิเลสอย่างละเอียดพวกนี้ฟุ้ง หรือ ลอยตัว จนทำให้จิตใจอยากได้ อยากมี โกรธ เครียด กังวล ฟุ้งซ่าน หดหู่
หรือ ท้อแท้ได้ การบริหารจิตด้วยสมถกรรมฐานเป็นวิธีทำให้จิตสงบ หรือ บรรเทาจากกิเลสเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถ
ประหารกิเลสได้ มีเพียงวิธีเดียวที่จะขจัดกิเลสที่เป็นอนุสัย อาสวะ หรือ อกุศลมูลเหล่านี้ได้คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็น
เอกลักษณ์ที่จำเพาะ และ เด่นชัดเฉพาะพระพุทธศาสนา เพราะเป็นทางสายเอก และ ทางสายเดียวกันที่สามาถจะทำลายรากเหง้า
ของโลภะ โทสะ และโมหะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ อย่างน้อยที่สุดในชีวิตประจำวันการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสอนให้
คนเรารู้จักวิธีการจัดการกับสิ่งเร้าที่มากระทบยุค โลกาภิวัตน์ได้ด้วยความไม่ประมาท
วิปัสสนากรรมฐานคืออะไร
อันว่าวิปัสสนากรรมฐานนั้น มาจากคำว่า วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาประกอบด้วย วิ + ปัสสนา วิ แปลว่า อาการหลายอย่าง และ
อาการพิเศษ ส่วน ปัสสนา แปลว่า การเห็น วิปัสสนา จึงหมายถึง การเจริญภาวนาอย่าหนึ่งก่อให้เกิดการเห็นแจ้งโดยอาการหลาย
อย่าง และ อาการพิเศษในสภาวธรรม กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการกระทำ หมายถึง การกระทำความเพียรที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
เพื่อให้บรรลุคุณวิเศษ คือ ฌาน มรรคผล และนิพพานในการเจริญวิปัสสนาจะต้องมีการกำหนดเพื่อให้เห็นแจ้งใน อาการทั้งหลาย
อย่าง ซึ่งได้แก่ พระไตรลักษณ์นั่นเอง พระไตรลักษณ์ได้แก่ อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกขัง คือ ความทนอยู่ไม่ได้และ อนัตตา คือ
ความไม่ใช่ตัวตน หรือ ความบังคับบัญชาไม่ได้ส่วนอาการพิเศษนั้น คือ การกำหนดอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน คือรูปกับนาม
ซึ่งเป็นอารมณ์ต่างๆที่มาปรากฏทางขวาของทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา
เช่นเดียวกันดังนั้นคำว่า “ ดังนั้นคำว่าวิปัสสนากรรมฐาน จึงหมายถึง การกระทำอันเป็นที่ตั้งแห่งการเห็นแจ้งในรูปนามโดยความ
เป็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจังทุกขัง และอนัตตาที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖” องค์ธรรมของวิปัสสนา$กรรมฐานได้แก่ ปัญญาเจตสิก
ในอีกความหมายหนึ่งวิปัสสนามาจากคำสองคำ คือ วิ แปลว่า แจ้งหรือชัดกับ ปัสสนาแปลว่าการเห็นวิปัสสนาจึงหมายถึง “ ปัญญา
ที่เห็นแจ้งชัดในรูปนามหรือขันธ์ ๕ ว่ามีลักษณะความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน” เป็นภาวนามยปัญญา ที่ทำให้
เข้าใจถึงอริยสัจ ๔ จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน ตามกำลังของวิปัสสนาญาณ
อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน
ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ต้องอาศัยรูปกับนามมาเป็นอารมณ์พิจารณา รูป คือ สิ่งที่รู้อะไรไม่ได้ หรือ สิ่งทีถูกรู้ เช่น คน
ที่ตายแล้ว โต๊ะ เก้าอี้ ภูเขา อาคาร บ้านเรือน เป็นต้น นาม คือสิ่งที่รู้อารมณ์ คำว่าอารมณ์นั้นในที่นี้ไม่ได้ หมายถึง อารมณ์โกรธ
เกลียด หงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว แต่หมายถึงสิ่งเร้าภายนอก ที่มากระทบกับคนเรา นามจึงหมายถึงสิ่งที่มีความสามารถรู้สิ่งต่าง ๆ
ที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา นามเป็นธรรมชาติที่ น้อมไปสู่อารมณ์ หรือสิ่งเร้าสมอง นามจึงเป็นผู้รู้ คนเราประกอบไปด้วยสิ่งที่สำคัญสอง
ส่วน คือ กายกับใจรูปก็คือกาย ส่วนนาม ก็คือใจนั่นเองนอกจากนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน โยคี หรือ ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายาม
กำหนดอารมณี ที่เกิดจากทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก กายและใจอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง เวลาคือรูปสีต่างๆ ที่มากระทบตาจะเกิด
การเห็นขึ้นการรู้ตามสภาพความจริงที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะดังนี้ สีหรือคลื่นแสงต่างๆเป็นรูปตา ก็เป็นรูป ส่วนการเห็นเป็นนาม เมื่อ
มีการกำหนดแบบอย่างถูกต้องเช่นนี้จะไม่มีความผิดว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นผู้เห็นเช่น ฉันเห็น เธอเห็น เราเห็น นาย ก
เห็นนางสาว ข เป็นต้น มีการกำหนดรู้แต่เพียงว่าในขณะนั้นมีแต่เพียงกับรูปกับนาม ถ้าเกิดความเข้าใจงามที่เกิดขึ้น รูปคือ สีต่าง ๆ
ที่มากระทบกับตา และตา เป็นรูป คือเป็นสิ่งที่รู้ไรไม่ได้ แต่การเห็นคือจักขุวิญญาณ เป็นผู้เห็นก็คือนาม เพราะเป็นสิ่งที่รู้ต่างๆเมื่อ
มากระทบตา เมื่อไม่มีการยึดถือว่า ฉันเห็น หรือคนอื่นเป็นผู้เห็นมีอคู่รูปกับนามที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปในที่สุดสักกายทิฏฐิ คือ
ความหลงผิดว่ามีสัตว์ บุคคล เรา เขา รวมทั้งความรู้สึกว่ามีอัตตาหรือตัวตนก็จะสลายไป แม้แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางหู จมูกลิ้นกาย
ใจก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเกิดความเข้าใจ ฉันได้กลิ่น ฉันได้กลิ่น ฉันรู้รส ฉันถูกต้อง หรือ ฉันนึกคิด ก็แสดงว่ายังมีสักกายทิฏฐิอยู่ แต่
เมื่อทำลายความเห็นผิดด้วยภาวนามยปัญญาว่ามีเพียงแต่รูปกับนาม กายกับใจหรือขันธ์ ๕ ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตนเรา เขา สักกาย
ทิฏฐิจะค่อยๆหายไป
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐาน
|
084.810.9233 084.810.9233 aigda_da@hotmail.com aig_da@hotmail.com pstbd_web@hot mail.com
|
|
|
|
|
|
เจริญพร
|
|
ท่านผู้เยี่ยมชมเว็บ
|
|
พระบรมสารีริกธาตุ
|
|
ยิ่นดีต้อนรับ
|
|
ในเวปนี้ท่านจะได้รับชม
|
|
ความเป็นมาของพระธาตุ
|
|
จุดกำเนิด ฯลฯ อีกมากมาย
|
|
และหากท่านประสงค์ที่จะ
|
|
รับพระบรมสารีริกธาตุ
|
|
ไปบูชา
|
|
ชมที่ลิ้งค์ของโครงการ
|
|
ท่านจะทราบรายละเอียด
|
|
และเงื่อนไขการรับมอบ
|
|
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมแจ้ง
|
|
ที่เวปบอรด์ของทางชมรม
|
|
ซึ่งท่านจะสามารถแสดงความคิดเห็น
|
|
และ ฝากข้อความ
|
|
ต่าง ๆ ของท่าน
|
|
มายังเรา (เวปมาสเตอร์)
|
|
เราจะทำการตอบกระทู้สด
|
|
และหากท่านประสงค์ที่จะ
|
|
สอบถามแบบตรง ๆ ท่านสามารถ แจ้งมาได้ที่
|
|
084 - 810 - 9233
|
|
|
|
พระจิระเดช ญาณธีโร
|
|
|
|